เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงลงพื้นที่ รือเสาะ ติดตามกลุ่มคนร้ายที่หลบหนี พบคนร้ายเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 53 นายธนน เวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงนำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ป่ารก ทึบในสวนยางพารา ม.7 บ.ซาตอ ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ทั้งนี้เพื่อเข้าตรวจสอบและกดดันกลุ่มคนร้ายที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่เมื่อวาน นี้ โดยเจ้าหน้าที่คาดน่าจะมีกลุ่มคนร้ายซ่อนตัวในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบอาวุธปืน เอ็ม 16 ที่เจ้าหน้าที่ยึดได้จาก นายอิบรอเฮง สือแม อายุ 26 ปี คนร้ายที่เสียชีวิตนั้นเป็นปืนที่ถูกปล้นจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง เมืองวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา โดยมีหมายเลข 9544161 กำกับอยู่ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังนึดของกลางได้อีก 25 รายการ อาทิ กระสุนปืนชนิดขนาดบรรจุ 30 นัด 1 ซอง ชนิดบรรจุ 20 นัด 1 ซอง กระสุนปืนขนาด 5.56 มม. จำนวน 45 นัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้ตรวจสอบ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะกันเมื่อวานนี้ 2 นาย คืออส.ทพ.ดอเลาะ เจะยิ อายุ 28 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ อส.ทพ. ชุดเฉพาะกิจที่ 48 และ จ.ส.ต.ศุถกิจ ไชยลาภ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ขณะนี้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์และจากการ เข้าตรวจสอบพื้นที่เมื่อช่วงเช้าวันนี้นั้น พบคนร้ายเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ตรวจสอบทราบชื่อคือนายฮำดี เจ๊ะดือแร อายุ 28 ปี และเจ้าหน้าที่สามารถยึดปืน เอ็ม 16 ที่ตกข้างกายได้อีก 1 กระบอก ซึ่งจะนำไปตรวจสอบขยายผลต่อไป
Thursday, May 20, 2010
Saturday, March 13, 2010
ส่ง SMS ในขณะขับรถ..อันตราย!!!
| |
Wednesday, February 17, 2010
เครื่องดื่มชา กับความเป็นมาที่น่าสนใจ
ใครๆ ก็ดื่มชา ผู้คนทุกมุมโลกที่แตกต่างกันด้วยเรื่องชาติ สีผิว ขนบธรรมเนียมประเพณี ฐานะ ต่างพากันสนใจดื่มชา เพราะชาไม่เป็นเพียงเครื่องดื่มที่ให้ความละเมียดละไม แต่เป็นศิลปะ เป็นวัฒนธรรม เป็นรสชาติของชีวิต
“ชา” มาจากพืชตระกูลคาเมเลีย ไซเนนซิส (Camellia sinensis) ถิ่น กำเนิดอยู่ในจีนและอินเดีย มีลักษณะเป็นพุ่ม ใบเขียว หากปล่อยให้เติบโตเองในป่าจะให้ดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อดอกชาโตเต็มที่ จะให้ผลชาที่ภายในมีเมล็ดเล็กๆ หนึ่งถึงสามเมล็ด ในการแพร่พันธุ์ ต้นชาต้องได้รับการผสมละอองเกสรกับต้นชาต้นอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนยีนและโครโมโซมซึ่งกันและกัน เมื่อชาต้นใหม่เจริญงอกงาม จะคงลักษณะที่แข็งแรงบางส่วนของพ่อแม่ ด้วยวิถีเช่นนี้ ต้นชาจึงเป็นพืชที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวของมันเอง
ส่วนของต้นชาที่นำมาเป็นเครื่องดื่มจะอยู่ส่วนบนสุดของต้น อันเป็นตำแหน่งของการผลิใบอ่อน และการแตกหน่อ ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณภาพดีที่สุดนั่นก็คือ ชาที่มีคุณภาพดีที่สุด คือ ชาที่ผลิตจากใบชาอ่อนและตานั่นเอง และเครื่องมือในการเก็บใบชาที่ดีที่สุดก็คือ มือของมนุษย์ ซึ่งปฏิบัติต่อกันมาอย่างนี้เป็นเวลานับหลายพันปี
การผลิตใบชา เป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้จากประสบการณ์และความชำนาญที่สั่งสมผ่านกาลเวลา ถ่ายทอดกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า ผ่านปู่ถึงพ่อและลูกหลานเคล็ดลับของแต่ละตระกูล ล้วนเป็นความลับของครอบครัวที่ไม่ถ่ายทอดข้ามสายเลือด ใบชาที่ผลิตออกมาแต่ละไร่จึงมีรสชาติและคุณภาพที่แตกต่างกัน แต่ละขั้นตอนการผลิต เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมีส่วนร่วมในการทำงานหลายขั้นตอน แต่เคล็ดลับที่ทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นอยู่ที่สองมือและสมองของมนุษย์นี่เอง
“ชา” เป็นผลผลิตที่มาจากพืชชนิดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชาจีน ชาอินเดีย ชาศรีลังกา ชาญี่ปุ่น ชาอังกฤษ แต่กลับปรากฏว่าการชงชาที่แตกต่างกันในหลายวัฒนธรรม ทำให้เกิดชารูปแบบต่างๆ กว่า 3,000 ชนิด แตกต่างกันทั้งกรรมวิธีการผลิตใบชา การชงชาไปจนถึงการปรุงแต่งรสชาติของชา
คนจีนรู้จักดื่มชามาหลายพันปีแล้ว มีตำนานเล่าว่า จักรพรรดิ เสิน-หนง (Emperor Shen Nung) วันหนึ่งขณะทรงต้มน้ำร้อนได้มีใบชาปลิวตกลงในหม้อน้ำเดือด ทรงชิมดูพบว่ามีรสชาติดีและมีกลิ่นหอมจากนั้นมาชาก็เป็นที่รู้จักและนิยม ดื่มกันทั่วไป
สมัยสุโขทัยช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน น่าจะมีการดื่มชากันแล้ว แต่ที่ปรากฏหลักฐานชัดเจนคือจาก จดหมายเหตุ
ลาลูแบร์ราชฑูต ฝรั่งเศส ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช พูดถึงการดื่มชาในสยามว่าดื่มเฉพาะในกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น ถือเป็นมารยาทผู้ดีอันจำเป็นต้องนำน้ำชามาเลี้ยงผู้มาเยี่ยม และคำว่า "ชา" คนไทยก็เรียกกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางแล้ว
ชาในประเทศไทย
ชากลายเป็นเครื่องดื่มที่จำเป็นในสังคมไทย จากการสั่งใบชาเข้ามาบริโภคในประเทศก็ริเริ่มปลูกชาพันธุ์ดี การพัฒนาอุตสาหกรรมชาของไทยเริ่มอย่างจริงจังที่จังหวัดเชียงใหม่และ เชียงราย เมื่อปีพ.ศ.2480 มีนายประสิทธิ์ และนายประธาน พุ่มชูศรี ตั้งบริษัทใบชาตราภูเขาจำกัด นายพร เกี่ยวการค้า นำผู้เชี่ยวชาญชาวฮกเกี้ยนมาถ่ายทอดความรู้เรื่องชาแก่คนไทย รวมทั้ง ป๋าซุง นายทหารกองพล 93 บ้านแม่สลอง ต่อมาสองพี่น้องตระกูลพุ่มชูศรี ได้ขอสัมปทานทำสวนชา จากกรมป่าไม้ในนามของ บริษัทชาระมิงค์ ภายหลังเอกชนเริ่มให้ความสนใจอุตสาหกรรมชามากขึ้น จึงมีการขายสัมปทานสวนชาแก่บริษัทชาสยามผู้นำใบชาสดมาผลิตชาฝรั่งในนาม "ชาลิปตัน" จนกระทั่งปัจจุบัน
ชากับความเป็นอยู่และประเพณี
พระสงฆ์ฉันน้ำชามาแต่โบราณ จึงมีประเพณีถวายน้ำชาพระสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้ มีหมายรับสั่งสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อมีพิธีสงฆ์ในงานหลวงปรากฏเป็นหลักฐานว่า "ให้แต่งน้ำชาถวายสงฆ์ทั้ง 4 เวลา…ให้หัวป่าก์พ่อครัวรับ เครื่องชา ต่อวิเสทหมากพลู ต้มถวายพระสงฆ์ให้พอ 8 คืน"
สมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมีทูตฝรั่งเข้ามา การต้อนรับของทางการไทยก็แข็งขันมาก นอกจากผลไม้พื้นเมืองแล้ว ก็มีใบชา กาแฟไปต้อนรับทูต"
ชาเป็นเครื่องดื่มที่ชงไปนั่งคุยกันไป คนจีนเวลามีผู้มาหาสู่ถึงบ้านจะต้องยกน้ำชาออกมาต้อนรับ ถ้าไม่รักกันจริงจะไม่ยกน้ำชามานั่งดื่ม เพราะจะได้คุยให้เสร็จๆ แล้วรีบออกไปจากบ้านซะ
คนไทยและจีนใส่ใบชาลงในโลงศพเพื่อใช้ประกอบพิธี บ้างว่าช่วยการดูดกลิ่น บ้างว่าไม่ให้มีน้ำเหลืองไหลออกมา
พิธีไหว้บรรพบุรุษของจีน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ น้ำชาและเหล้าเวลาทำความสะอาดหลุมศพ(เช็งเม้ง) จะต้องไหว้น้ำชาทั้งที่สุสานและที่บ้าน วันสารทจีนก็ไหว้น้ำชา แม้พิธีแต่งงานชาวจีนพิธียกน้ำชาก็มีบทบาท ใช้เคารพผู้ใหญ่ให้เมตตาคู่บ่าวสาว เพื่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์
ญี่ปุ่นเองก็มีพิธีชงชาแบบชาโนยุ แต่เดิมเป็นพิธีทางศาสนาของนิกายเซน ปัจจุบันมีการฝึกหัดชงชาเพื่อรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมของคนญี่ปุ่น
ร้านน้ำชา
แหล่งกำเนิดความเป็นจีน ร้านน้ำชาคือสถานที่ผู้คนทุกอาชีพ ทุกชนชั้นทางสังคมแวะเวียนมาตั้งแต่ราชวงศ์หมิง เพื่อพักดื่มน้ำชาสักถ้วยภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่น คนคุ้นเคยหรือแปลกหน้าก็สามารถพูดคุย ถกปัญหา แลกเปลี่ยนข่าวสาร ตลอดถึงการตกลงทางธุรกิจได้อีกด้วย
ร้านน้ำชายังเป็นแหล่งกำเนิด วัฒนธรรมจีน เช่นการแสดงงิ้ว การเล่านิทาน การสนทนารูปแบบการเล่นตลก เป็นต้น ผู้สูงอายุ
บางคนจึงใช้เวลาอยู่ที่ร้านน้ำชาเกือบทั้งวัน
จากการพูดคุยพบปะกันที่ร้านน้ำชานี่เอง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในสังคมจีน เช่นการรับเอาวัฒนธรรมบางอย่างจากชาติตะวันตก หรือแม้แต่ความคิดเกี่ยวกับการปกครองในระบบคอมมิวนิสต์และความคิดปฏิวัติที่ มีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก็มีแหล่งมาจากร้านน้ำชาเช่นกัน
ก๊วนน้ำชาสวนลุมฯ ผู้มารำมวยจีน มาออกกำลังกายยามเช้าที่สวนลุมพินี เสร็จแล้วก็มาล้อมวงชงชากันต่อ มีการตั้งก๊วนชารวมกลุ่มกันนับได้เป็นสิบๆ ก๊วน ถือเป็นการพักเหนื่อยหลังออกกำลัง มีการลงขันปันเงินกันซื้อชา อุปกรณ์ชา ค่าฝากของ ค่าเตาปิกนิกและอื่นๆ
ทุกเช้ามักจะมีใครสักคนในก๊วนซื้อของกินมาร่วมเช่น ปาท่องโก๋ หรือขนมเปี๊ยะ สมาชิกมีทั้งหญิงและชายจากนานาอาชีพตั้งแต่นักธุรกิจเจ้าของโรงงานใหญ่จนถึง ซิ้มขายเฉาก๊วยและแป๊ะมีขวดมาขาย เรื่องที่คุยกันก็มีสารพันสรรมาเล่าสู่ ท่ามกลางความสดชื่นของอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า จิบชาร้อนๆ สนทนาเรื่องน่าสนใจหรือนิทานขำขันเฮฮา จนเพลงชาติขึ้นแต่ละก๊วนจึงสลายตัว พาเอาความกระฉับกระเฉงที่เติมใส่ จนเต็มแล้วแยกย้ายกันไป
นอกจากนี้ แถบย่านชุมชนจีนก็มีก๊วนน้ำชา ที่เยาวราช และสำเพ็งอีกหลายแห่ง
โรงน้ำชาและหญิงโสเภณี
ประเทศไทยหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ยุคที่โรงยาฝิ่นกลายเป็นสิ่งผิดกฏหมาย โรงน้ำชาย่านเยาวราช สำเพ็งก็ถึงยุคเฟื่องฟู ผู้หญิงและน้ำชากลายเป็นยอดปรารถนาของชายสมัยนั้น
ศักดิ์ เสาวรัตน์ บรรยายในบทความเรื่องจิบน้ำชา - เริงนารี
ย่ำบางกอกนครโสเภณี ตอนหนึ่งไว้ดังนี้
"เพียงก้าวแรกที่เหยี่ ยบย่างเข้าไป ลูกจ้างร้านขายของชำก็รู้สึกเหมือนตนเองเป็น 'คนสำคัญ' ของที่นั่น เมื่อ 'โก' เจ้าของร้านเชื้อชาติเดียวกันออกมาต้อนรับขับสู้ให้พักผ่อนในห้องเล็กๆ ที่ประกอบด้วยเตียงนอน ม้านั่ง และม่านบังตาสีสันสวยงาม บริกรท่าทางนอบน้อม ยกกาน้ำชาพร้อมจอกกระเบื้องและชาจีนห่อเล็กๆ ถาดขนมขบเคี้ยว…ไม่นานนักหญิงสาวชาวจีนรุ่นกำดัดก็จะมารับหน้าที่ต้อนรับขับ สู้และอยู่เป็นเพื่อนคลายเหงาและคลายเครียด เธอเหล่านั้นมักจะใส่ชุดกี่เพ้าแบบจีน ผัดแป้งทาหน้าขาวนวล แต่ออกจะเย้ายวนอารมณ์กำดัดของชายหนุ่นยิ่งนัก (ศักดิ์ เสาวรัตน์. 2545 : 98)
โรงน้ำชาที่ซบเซาไปจากถนนโลกีย์ในอดีต กลับไปผุดอยู่ทั่วไปย่านพระโขนง ลำสาลี สะพานควาย และไกลออกไปถึงรังสิต
สงครามและใบชา
ชาเดินทางจากจีนสู่ยุโรปครั้งแรกที่ฮอลแลนด์ ประมาณปี ค.ศ.1606 โดยเรือของบริษัทดัทช์อีสต์อินเดียของฮอลแลนด์ ในยุคนั้นใบชาเป็นของแพงและเป็น เครื่องดื่มเฉพาะในราชสำนักและชนชั้นสูง
ค.ศ.1652 ชาเข้าสู่อังกฤษ ได้รับความนิยมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ตลาดชาผูกขาดโดยบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษ ท่ามกลางความต้องการสูงแต่จีนกลับขายชาคุณภาพต่ำให้อังกฤษ และกระทำผ่านตัวแทนจักรพรรดิ์จีน จะแลกเปลี่ยนใบชากับเงินเท่า นั้น อังกฤษจึงนำฝิ่นมาขายในจีน เพื่อแปรเป็นเงินซื้อใบชากลับไป
แต่กลับสร้างปัญหารุนแรงจนกระทั่งกลาย เป็นสงครามฝิ่นระหว่างอังกฤษจีน (ค.ศ.1839-1842) จีนเสียเปรียบเรื่องอาวุธและเรือรบจึงพ่ายแพ้ ต้องยอมให้เกาะฮ่องกงตกเป็นเมืองเช่าในปกครองอังกฤษ นานถึง 156 ปี จึงกลับมาเป็นของจีนอีก เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1997
การเดินทางของชายังแผ่ขยายไปเรื่อยๆ วัฒนธรรมการดื่มชาของชาวอังกฤษยังติดตัวไป เมื่อครั้งอพยพไปแสวงหาดินแดนโลกใหม่คือทวีปอเมริกา รัฐสภาอังกฤษเก็บภาษีใบชาคนอเมริกันสูงมาก (ขณะนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษ) ก่อเกิดความไม่พอใจและต่อต้าน ขนหีบชาทิ้งทะเล อันเป็นที่มาของชื่อ Boston tea Party สงครามครั้งนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นเอกราชไม่ขึ้นกับอังกฤษอีกต่อไป
คนอังกฤษกับน้ำชา
คน อังกฤษชอบดื่มชาวันละหลายเวลา สำหรับการดื่มชาบ่าย (afternoon tea ยุคนั้นไม่ได้ดื่มตอนบ่าย แต่ดื่มตอนค่ำก่อนดึก) เริ่มขึ้นปี ค.ศ. 1825 โดยดัชเชส แห่งเบดฟอร์ด (Duchess of Bedford) ในการดื่มชานั้นมีขนมหลายชนิดให้เลือก โดยเฉพาะขนมเค้กชนิดต่างๆ ช่วงเวลาตอนบ่ายจึงถือเป็น ธรรมเนียมการดื่มชา
มีเรื่องเล่าว่าเมื่อครั้งสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ลอร์ดเนลสัน (Lord Nelson) และดยุคแห่งเวลลิงตัน (Duke of Wellington) ที่ต้องออกสนามรบกับพระเจ้านโปเลียน ก็มักจะสอบถามอยู่เสมอเกี่ยวกับเสบียงชา สำหรับดยุคนั้นมีถ้วยชาทำด้วยโลหะเงินและพกติดตัวไปด้วยเสมอ
การทำน้ำชาดื่ม คนอังกฤษถนัดต่างกับคนทั่วไป คือคนทั่วไปมักจะรินน้ำชาลงถ้วยก่อนแล้วเติมนมหรือครีมและน้ำตาล แต่คนอังกฤษจะใส่ครีมหรือนมลงไป ก่อน เติมน้ำตาล แล้วจึงรินน้ำชาร้อนๆลงไปเป็นอันดับสุดท้าย เพราะฉะนั้นเห็นใครทำน้ำชาดื่มแบบนี้ลองถาม "มาจากอังกฤษหรือคะ" มักจะได้รับคำตอบ "Yes" พร้อมความแปลกใจ "ทำไม you รู้ล่ะ"
Sunday, October 4, 2009
HOW TO Heaven On Internet ความสุขในโลก "cyber"
This summary is not available. Please
click here to view the post.
10 อันตรายทลายโลก จากเทคโนโลยี
10 อันตรายทลายโลก จากเทคโนโลยี (มติชน)
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ pairat@matichon.co.th
เทคโนโลยีมีคุณประโยชน์ก็ต้องมีอันตรายอยู่ด้วยอย่างแน่นอน แต่ผมไม่คิดว่าจะมีใครนั่งใคร่ครวญถึงอันตรายของเทคโนโลยีได้ถี่ถ้วน และเป็นลบได้มากเท่ากับกระทาชายนายริชาร์ด ฮอร์น มาก่อน
ริชาร์ด ฮอร์น เป็นนักเขียนชาวอังกฤษครับ หนังสือเล่มล่าสุดของแกชื่อ "เอ อิส ฟอร์ อาร์มาเกดดอน" ที่รวบรวมเอาเรื่องอันตราย ๆ ที่ "อาจ" บังเกิดขึ้นจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีไว้มากมาย ผมเลือกเอามาเล่าสู่กันฟังแค่ 10 อย่าง
เอาแบบที่เป็นอันตรายชนิดสามารถทำร้ายหรือทำลายโลกได้ทั้งโลกได้นั่นแหละ
1.แฮกเกอร์
อย่างที่เรารู้กัน แฮกเกอร์มีทั้งดีทั้งร้าย ทั้งพวก "ไวท์ แฮท" แล้วก็พวก "แบล๊ค แฮท" เจ้าพวกกลุ่มหลังนี่แหละครับที่ ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า อันตรายสุดสุด เคยอวดฝีมือในการเจาะระบบคอมพ์ของหน่วยงานอย่างเพนตากอน, ระบบเตือนภัยด้านกลาโหมแห่งชาติ, นาซา, แบงก์ ออฟ อเมริกา, ซิตี้กรุ๊ป, ฐานทัพอากาศกริฟฟิธ, สถาบันวิจัยนิวเคลียร์แห่งชาติเกาหลี มาแล้ว และอาจจะทำได้อีกในอนาคต น่าสนใจนะครับ ที่บริษัทที่โดนเจาะระบบบ่อยที่สุดก็คือ ไมโครซอฟท์ นั่นเอง
หายนะระดับทลายโลกอาจมาเยือนได้ ถ้าพวกนี้เจาะเข้าไปในระบบกลาโหมของประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบ ครอง จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวว่ามีการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ขึ้น หลังจากนั้น ทั้งโลกก็อาจตกอยู่ในสงครามเทอร์โมนิวเคลียร์ได้ง่าย ๆ
2.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)
นักวิทยาศาสตร์และนักค้นคว้าวิจัยของหลายประเทศพยายามอย่างมากที่จะพัฒนา คอมพิวเตอร์ให้ "คิด" เองได้ ริชาร์ด ฮอร์น แสดงความกังขาเอาไว้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามัน "คิด" และ "ตระหนักรู้ในการมีอยู่" ของตัวมัน และระบบของมันที่ถักทอเป็นเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก ความกระหายใคร่รู้ไม่รู้จักจบสิ้นของมัน อาจทำให้ทั้งประวัติศาสตร์และอนาคตของทั้งคนและเครื่องจักรตกอยู่ในกำมือของ คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากมันรับรู้ว่ามนุษย์เราคิดต่อมันอย่างไรและเป็นปฏิปักษ์กับพวกมันแค่ ไหน (เป็นนิยายไปหน่อยไหมเนี่ย?)
3.ไวรัสจากห้องทดลอง
อันนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วยเลยทีเดียว ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า ต้องมีสักวันที่นักวิจัยในห้องทดลองเพื่อหาหนทางต่อต้านหรือฆ่าไวรัส ทำอะไรสักอย่างผิดพลาดโดยอุบัติเหตุ ส่งผลให้ไวรัสในห้องทดลองออกมาอาละวาดในสิ่งแวดล้อมทั่วไป
ที่น่าสนใจก็คือ ตอนนี้นักวิจัยกำลังทดลองพัฒนาไวรัสขึ้นมากลุ่มหนึ่งเพื่อให้ทำหน้าที่ "รักษา" (ด้วยการ "ทำลาย") เซลล์มะเร็งในร่างกายมนุษย์ คำถามที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือว่า เมื่อมันทำหน้าที่ของมัน (กินเซลล์มะเร็ง) เสร็จแล้ว ทำอย่างไรถึงจะ "หยุด" มันได้?
4.สเต็มเซลล์
หรือที่เราเรียกกันว่า เซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่โด่งดังมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เป้าหมายใน "อุดมคติ" ก็คือว่า คนเราสามารถบังคับเซลล์ต้นกำเนิดให้พัฒนาไปเป็นอวัยวะอะไรก็ได้ เพื่อนำมาใช้ "ทดแทน" ของเดิมที่พิกลพิการเสียหาย ข้อกังขาของ ริชาร์ด ฮอร์น ก็คือ ถ้าเกิดเราไม่คิด "ทดแทน" แต่อยาก "เพิ่ม" ล่ะ? เป็นไปได้หรือไม่ที่ว่า มนุษย์ในยุคนี้จะสูญสิ้นไปกลายเป็น มนุษย์ 10 หน้า 20 แขนในยุคหน้า?
5.หุ่นยนต์
ลองนึกถึงหุ่นยนต์กบฏในหนัง "ไอ-โรบ็อท" แล้วกันครับ ริชาร์ด ฮอร์น คิดคล้าย ๆ อย่างนั้น แต่เขาบอกด้วยว่า คงอีกนานที่หุ่นจะ "คิด" เองได้ และก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องพลังงานที่ตอนนี้ยังเป็น แบตเตอรี่อยู่ได้
6.อินเทอร์เน็ต
น่าคิดนะครับที่ ริชาร์ด ฮอร์น เขาบอกว่า อินเอร์เน็ตนำอันตรายหลาย ๆ อย่างมาให้คนเรามากกว่าที่หลายคนตระหนัก ตั้งแต่การถูกขโมยอัตลักษณ์ ไปจนถึงการถูกหลอกลวงเสียทั้งเงินเสียทั้งชีวิต แต่หายนะจริง ๆ ในความคิดของเขาก็คือ โลกนี้จะเป็นอย่างไรถ้าหากมี "ไอ้โรคจิต" คนไหนสักคนยึดเอาระบบอินเทอร์เน็ตทั้งระบบไว้ได้?
7.อาวุธนิวเคลียร์
อันนี้เห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อยากเพิ่มเติมว่า โลกเราเคยเฉียด ๆ ใกล้สงครามนิวเคลียร์มาแล้ว 3 ครั้ง (หลังการระเบิดที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ) ครั้งแรกเมื่อปี 1962 ที่เรียกกันว่า วิกฤตคิวบา ครั้งที่ 2 เมื่อปี 1983 ที่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของสหภาพโซเวียตตรวจจับกลุ่มเมฆรูปดอกเห็ดได้ แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นควันจากระเบิดนิวเคลียร์ หนสุดท้ายเกิดในปีเดียวกัน เมื่อโซเวียตเข้าใจผิดว่าการซ้อมรบของนาโต้คือการโจมตีจริง ๆ
8.คอมพิวเตอร์ เมลท์ดาวน์
ถ้าระบบคอมพิวเตอร์ทั้งโลกหรือครึ่งโลกล่มสลายลงเอง โดยไม่ใช่ความผิดของเรา อะไรจะเกิดขึ้นตามมา? นั่นแหละคือสิ่งที่ริชาร์ดเรียกว่า "เมลท์ดาวน์" เขาบอกว่า ในทางวิทยาศาสตร์นั้นเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะจากสาเหตุของการเกิดไฟกระชากแรงมาก ๆ หรือเกิดจาก "พายุสุริยะ" ปรากฏการณ์ธรรมชาติของดวงอาทิตย์ แต่ต้องขนาดใหญ่มากกว่าที่เคยเกิดอยู่บ่อย ๆ มากครับ
9.โคลนนิ่ง
คงเป็นเรื่องหายนะของโลกได้อย่างแน่นอน ถ้าหากมีผู้นำเอาเทคโนโลยีโคลนนิ่งไปใช้ในทางที่ผิด หรือในทางด้านการทหาร
10.นาโนบ็อท
นักวิทยาศาสตร์พยายามใช้ประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยี เพื่อให้ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อได้ในทางการแพทย์และอื่น ๆ อย่างเช่นการสร้างหุ่นยนต์นาโนขึ้นมาให้สามารถ "จำลอง" ตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ เพื่อทำหน้าที่รักษาอาการเจ็บป่วยในร่างกายที่แพทย์เข้าไม่ถึง
ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า หายนะอาจมาเยือนโลกได้ในอนาคตหากมันไม่ยอมหยุดสร้างตัวเอง กองทัพนาโนบ็อทที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าจะกลืนกินโลกทั้งโลกได้ เลย
ไม่รู้ว่าใน 10 อย่างนี้จะมีคนเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุด ข้อสังเกตของ ริชาร์ด ฮอร์น บอกเราได้อย่างหนึ่งว่า ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ การใช้เทคโนโลยีนั้นจำเป็นต้องพอดีและมีสติยั้งคิด
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ pairat@matichon.co.th
เทคโนโลยีมีคุณประโยชน์ก็ต้องมีอันตรายอยู่ด้วยอย่างแน่นอน แต่ผมไม่คิดว่าจะมีใครนั่งใคร่ครวญถึงอันตรายของเทคโนโลยีได้ถี่ถ้วน และเป็นลบได้มากเท่ากับกระทาชายนายริชาร์ด ฮอร์น มาก่อน
ริชาร์ด ฮอร์น เป็นนักเขียนชาวอังกฤษครับ หนังสือเล่มล่าสุดของแกชื่อ "เอ อิส ฟอร์ อาร์มาเกดดอน" ที่รวบรวมเอาเรื่องอันตราย ๆ ที่ "อาจ" บังเกิดขึ้นจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีไว้มากมาย ผมเลือกเอามาเล่าสู่กันฟังแค่ 10 อย่าง
เอาแบบที่เป็นอันตรายชนิดสามารถทำร้ายหรือทำลายโลกได้ทั้งโลกได้นั่นแหละ
1.แฮกเกอร์
อย่างที่เรารู้กัน แฮกเกอร์มีทั้งดีทั้งร้าย ทั้งพวก "ไวท์ แฮท" แล้วก็พวก "แบล๊ค แฮท" เจ้าพวกกลุ่มหลังนี่แหละครับที่ ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า อันตรายสุดสุด เคยอวดฝีมือในการเจาะระบบคอมพ์ของหน่วยงานอย่างเพนตากอน, ระบบเตือนภัยด้านกลาโหมแห่งชาติ, นาซา, แบงก์ ออฟ อเมริกา, ซิตี้กรุ๊ป, ฐานทัพอากาศกริฟฟิธ, สถาบันวิจัยนิวเคลียร์แห่งชาติเกาหลี มาแล้ว และอาจจะทำได้อีกในอนาคต น่าสนใจนะครับ ที่บริษัทที่โดนเจาะระบบบ่อยที่สุดก็คือ ไมโครซอฟท์ นั่นเอง
หายนะระดับทลายโลกอาจมาเยือนได้ ถ้าพวกนี้เจาะเข้าไปในระบบกลาโหมของประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบ ครอง จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวว่ามีการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ขึ้น หลังจากนั้น ทั้งโลกก็อาจตกอยู่ในสงครามเทอร์โมนิวเคลียร์ได้ง่าย ๆ
2.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)
นักวิทยาศาสตร์และนักค้นคว้าวิจัยของหลายประเทศพยายามอย่างมากที่จะพัฒนา คอมพิวเตอร์ให้ "คิด" เองได้ ริชาร์ด ฮอร์น แสดงความกังขาเอาไว้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามัน "คิด" และ "ตระหนักรู้ในการมีอยู่" ของตัวมัน และระบบของมันที่ถักทอเป็นเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก ความกระหายใคร่รู้ไม่รู้จักจบสิ้นของมัน อาจทำให้ทั้งประวัติศาสตร์และอนาคตของทั้งคนและเครื่องจักรตกอยู่ในกำมือของ คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากมันรับรู้ว่ามนุษย์เราคิดต่อมันอย่างไรและเป็นปฏิปักษ์กับพวกมันแค่ ไหน (เป็นนิยายไปหน่อยไหมเนี่ย?)
3.ไวรัสจากห้องทดลอง
อันนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วยเลยทีเดียว ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า ต้องมีสักวันที่นักวิจัยในห้องทดลองเพื่อหาหนทางต่อต้านหรือฆ่าไวรัส ทำอะไรสักอย่างผิดพลาดโดยอุบัติเหตุ ส่งผลให้ไวรัสในห้องทดลองออกมาอาละวาดในสิ่งแวดล้อมทั่วไป
ที่น่าสนใจก็คือ ตอนนี้นักวิจัยกำลังทดลองพัฒนาไวรัสขึ้นมากลุ่มหนึ่งเพื่อให้ทำหน้าที่ "รักษา" (ด้วยการ "ทำลาย") เซลล์มะเร็งในร่างกายมนุษย์ คำถามที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือว่า เมื่อมันทำหน้าที่ของมัน (กินเซลล์มะเร็ง) เสร็จแล้ว ทำอย่างไรถึงจะ "หยุด" มันได้?
4.สเต็มเซลล์
หรือที่เราเรียกกันว่า เซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่โด่งดังมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เป้าหมายใน "อุดมคติ" ก็คือว่า คนเราสามารถบังคับเซลล์ต้นกำเนิดให้พัฒนาไปเป็นอวัยวะอะไรก็ได้ เพื่อนำมาใช้ "ทดแทน" ของเดิมที่พิกลพิการเสียหาย ข้อกังขาของ ริชาร์ด ฮอร์น ก็คือ ถ้าเกิดเราไม่คิด "ทดแทน" แต่อยาก "เพิ่ม" ล่ะ? เป็นไปได้หรือไม่ที่ว่า มนุษย์ในยุคนี้จะสูญสิ้นไปกลายเป็น มนุษย์ 10 หน้า 20 แขนในยุคหน้า?
5.หุ่นยนต์
ลองนึกถึงหุ่นยนต์กบฏในหนัง "ไอ-โรบ็อท" แล้วกันครับ ริชาร์ด ฮอร์น คิดคล้าย ๆ อย่างนั้น แต่เขาบอกด้วยว่า คงอีกนานที่หุ่นจะ "คิด" เองได้ และก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องพลังงานที่ตอนนี้ยังเป็น แบตเตอรี่อยู่ได้
6.อินเทอร์เน็ต
น่าคิดนะครับที่ ริชาร์ด ฮอร์น เขาบอกว่า อินเอร์เน็ตนำอันตรายหลาย ๆ อย่างมาให้คนเรามากกว่าที่หลายคนตระหนัก ตั้งแต่การถูกขโมยอัตลักษณ์ ไปจนถึงการถูกหลอกลวงเสียทั้งเงินเสียทั้งชีวิต แต่หายนะจริง ๆ ในความคิดของเขาก็คือ โลกนี้จะเป็นอย่างไรถ้าหากมี "ไอ้โรคจิต" คนไหนสักคนยึดเอาระบบอินเทอร์เน็ตทั้งระบบไว้ได้?
7.อาวุธนิวเคลียร์
อันนี้เห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อยากเพิ่มเติมว่า โลกเราเคยเฉียด ๆ ใกล้สงครามนิวเคลียร์มาแล้ว 3 ครั้ง (หลังการระเบิดที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ) ครั้งแรกเมื่อปี 1962 ที่เรียกกันว่า วิกฤตคิวบา ครั้งที่ 2 เมื่อปี 1983 ที่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของสหภาพโซเวียตตรวจจับกลุ่มเมฆรูปดอกเห็ดได้ แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นควันจากระเบิดนิวเคลียร์ หนสุดท้ายเกิดในปีเดียวกัน เมื่อโซเวียตเข้าใจผิดว่าการซ้อมรบของนาโต้คือการโจมตีจริง ๆ
8.คอมพิวเตอร์ เมลท์ดาวน์
ถ้าระบบคอมพิวเตอร์ทั้งโลกหรือครึ่งโลกล่มสลายลงเอง โดยไม่ใช่ความผิดของเรา อะไรจะเกิดขึ้นตามมา? นั่นแหละคือสิ่งที่ริชาร์ดเรียกว่า "เมลท์ดาวน์" เขาบอกว่า ในทางวิทยาศาสตร์นั้นเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะจากสาเหตุของการเกิดไฟกระชากแรงมาก ๆ หรือเกิดจาก "พายุสุริยะ" ปรากฏการณ์ธรรมชาติของดวงอาทิตย์ แต่ต้องขนาดใหญ่มากกว่าที่เคยเกิดอยู่บ่อย ๆ มากครับ
9.โคลนนิ่ง
คงเป็นเรื่องหายนะของโลกได้อย่างแน่นอน ถ้าหากมีผู้นำเอาเทคโนโลยีโคลนนิ่งไปใช้ในทางที่ผิด หรือในทางด้านการทหาร
10.นาโนบ็อท
นักวิทยาศาสตร์พยายามใช้ประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยี เพื่อให้ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อได้ในทางการแพทย์และอื่น ๆ อย่างเช่นการสร้างหุ่นยนต์นาโนขึ้นมาให้สามารถ "จำลอง" ตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ เพื่อทำหน้าที่รักษาอาการเจ็บป่วยในร่างกายที่แพทย์เข้าไม่ถึง
ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า หายนะอาจมาเยือนโลกได้ในอนาคตหากมันไม่ยอมหยุดสร้างตัวเอง กองทัพนาโนบ็อทที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าจะกลืนกินโลกทั้งโลกได้ เลย
ไม่รู้ว่าใน 10 อย่างนี้จะมีคนเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุด ข้อสังเกตของ ริชาร์ด ฮอร์น บอกเราได้อย่างหนึ่งว่า ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ การใช้เทคโนโลยีนั้นจำเป็นต้องพอดีและมีสติยั้งคิด
Wednesday, September 23, 2009
วางแผนการเงินง่ายๆกับระบบ Counter Service SavePay

SavePay บริการเคาท์เตอร์เซอร์วิสออนไลน์
บริการ รับฝากชำระค่าสาธารณูปโภค ออนไลน์ แบบถูกกว่าเป็น % ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าบริการ TRUE VISION/UBC ค่าโทรศัพท์มือถือ ทั้งแบบรายเดือน/เติมเงิน ค่าบัตรเครดิต และค่าใช้บริการอื่นๆ ด้วยระบบอัจฉริยะของ SavePay กว่า 2,000 ครัวเรือนเลือกใช้บริการกับเรา เพราะเพียงไม่กี่นาที ก็สามารถชำระค่าบริการต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ ได้อย่าง ประหยัดและรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางในการไปชำระค่าบริการ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และ ยังเปิดโอกาสให้คุณสร้างเป็นธุรกิจรับชำระค่าบริการได้อีกด้วย
รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
รวม ถึงสามารถมีรายได้อย่างถาวรจากการช่วยขยายตลาดให้กับทางเรา
วิเคราะห์แผนการตลาด
1.แผนการตลาดง่าย ระบบMatrix 5x5 Autorun ติดตัวสูงสุด 5 สายงาน
2.บริษัทจ่ายผลประโยชน์ให้เราสูงถึง 77.5%
วิเคราะห์สินค้าและบริการ
1.สินค้าและบริการได้ใช้จริง ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องใช้ ได้ส่วนลดง่ายๆ
2.ลงทุนต่ำเพียง 350 บาทค่าแรกเข้า และ รักษายอดเดือนละ 89 บาท
รายละเอียดการรับรายได้จากการขยายสายงาน
1.สมาชิกที่แนะนำตรง 80 บ./คน
2.สมาชิกที่ อัพไลน์หรือดาวไลน์หา 50 บ./คน
3.ค่าบริหารองค์กร แนะนำตรง 20 บ./คน ทุกเดือน
4.ค่าบริหารองค์กร สายงานของท่านเป็นผู้แนะนำ 15 บ./คน ทุกเดือน
จะช่วยให้คุณมีรายได้จากค่าแนะนำสมาชิกใหม่ถึง 195,250 บ. และรายได้รายเดือนจาก
ค่าบริหารองค์กร 58,575 บ./เดือน ทุกๆเดือน แม้คุณจะไม่แนะนำสมาชิกเองเลย!
สามารถสั่งจ่ายเข้าบัญชีธนาคารที่ท่านต้องการได้ ง่ายสะดวก รวดเร็ว
วิเคราะห์จากการใช้งานจริง
1.ทุกท่านที่เป็นสมาชิกพึงพอใจกับบริการระบบสมบูรณ์ 100%
2.ทันสมัยรวดเร็ว
3.สินค้าและบริการ มีความต้องการสูง
4.การขยายตลาดง่าย
คุณจะได้ส่วนลดจากการชำระค่าบริการต่างๆที่ทางบริษัทกำหนดไว้ หรือหากคุณจะนำไปทำเป็นธุรกิจเสริม โดยการรับชำระค่าบริการต่างๆ จากคนรอบตัวหรือลูกค้าอีกที ก็จะช่วยสร้างรายได้ให้คุณอีกทางหนึ่ง ซึ่งผู้บริโภคทุกคนหรือแม้แต่ตัวคุณเองต้องใช้อยู่แล้วเป็นประจำทุกๆ วันสำหรับการเติมเงินมือถือ และทุกๆเดือนสำหรับการชำระค่าบริการต่างๆ ซึ่งตราบใดที่คุณหรือผู้ที่คุณแนะนำยังคงใช้น้ำประปา ใช้ไฟฟ้า หรือสาธารณูปโภคอยู่ ก็เท่ากับว่ายังคงใช้บริการของทาง SavePay อยู่ นั่นหมายความว่า คุณก็จะมีรายได้จากค่าบริการรายเดือนของสมาชิกที่ท่านแนะนำอยู่ตลอดทุกๆ เดือน
ส่วนตัวผมเองที่สมัครไว้ก็เพื่อที่จะใช้เป็นช่องทางสำหรับจ่ายค่า โทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าบัตรเครดิต ตามที่มีบริการนั่นละครับ เพราะไม่ค่อยมีเวลาออกไปจ่ายเอง รวมทั้งประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเยอะเลยไม่เชื่อลองเข้าไปศึกษาดู ที่นี่ ได้นะครับ วันนี้ไปก่อนครั้งหน้าจะมาเล่าเรื่องหาสตังค์ออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่ (มนุษย์ออนไลน์)กำลังนิยม จะได้ไม่ตกเทรนด์ครับ !!!
Tuesday, September 15, 2009
Sunday, September 13, 2009
ภารกิจแห่งศรัทธาสร้างสมานฉันท์เดือนรอมฎอน


ภารกิจแห่งศรัทธาสร้างสมานฉันท์เดือนรอมฎอน ของ สสต.และมูลนิธิอิมามอะลีย์ บิน อะบีฏอลิบในโอกาสรอมฎอนประจำปี ๒๕๕๒ และต่อเนื่องกับวันตรุษอีดิลฟีตรี สภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ มูลนิธิอิมามอะลีย์ บิน อะบีฏอลิบ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมมอบเสื้อผ้าให้เด็กกำพร้าและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่สตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค โดยไม่แบ่งแยกศาสนา จำนวน ๑,๒๗๐ คน นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบ แบบถึงบ้าน ,ผู้ที่ถูกควบคุมตัวตาม พรก.ฉุกเฉินที่ศูนย์พิทักษ์สันติ จ.ยะลา และที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จังหวัดปัตตานี รวมทั้งผู้ที่ผู้ถูกคุมขัง คดีความมั่นคง ในเรือนจำทั้ง ๔ จังหวัด ซึ่งกิจกรรมนี้ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ - ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ โดยมีกำหนดการและสถานที่ต่างๆ ดังนี้
๓ กันยายน ๒๕๕๒
เยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัว ตาม พรก. และมอบสิ่งของ จำนวน ๒๕ ราย ที่ ศูนย์พิทักษ์สันติ (ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้) และ ผู้ถูกคุมขัง คดีความมั่นคง จำนวน ๖๐ ราย ณ เรือนจำกลางยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
๗ กันยายน ๒๕๕๒
มอบเสื้อผ้าให้เด็กกำพร้า จำนวน ๕๓๗ ราย ที่ห้องประชุม อบจ.ปัตตานี เยี่ยม ผู้ถูกควบคุมตัว ตาม พรบ.ความมั่นคง จำนวน ๒๕ ราย ณ ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก และผู้ถูกคุมขังคดีความมั่นคงใน จชต. จำนวน ๖๐ ราย ที่ เรือนจำกลางจังหวัดปัตตานี อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี
๘ กันยายน ๒๕๕๒
เยี่ยมผู้ถูกคุมขัง คดีความมั่นคง ที่เรือนจำกลางจังหวัดนราธิวาส ๖๐ ราย และเยี่ยมเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบและอื่นๆ ใน จชต. พร้อมทั้งมอบสิ่งของ จำนวน ๔๐ ราย ที่ศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านอบูฮูรัยเราะห์ ตำบลบางนาค อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส
๙ กันยายน ๒๕๕๒
เยี่ยมสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ความไม่สงบ และมอบสิ่งของ จำนวน ๑๕ ราย อำเภอโคกโพธิ์ และสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ๑๕ ราย
๑๐ กันยายน ๒๕๕๒
มอบเสื้อผ้าให้เด็กกำพร้า ๕๘๕ ราย และมอบสิ่งของสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ๑๕ ราย ที่ศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา และเยี่ยมตามบ้านสตรีหม้ายกลุ่มหัวอกเดียวกันแบ่งปันน้ำใจ ๓๓ ราย ในเขตอำเภอเมืองยะลา และภาคบ่ายเยี่ยมสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ที่อำเภอกรงปินัง ๑๕ ราย และเยี่ยมเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และอื่นๆ ๓๗ ราย ที่หมู่ที่ ๒ ตำบลบันนังสาเรง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
๑๕ กันยายน ๒๕๕๒
เยี่ยมผู้ถูกคุมขังคดีความมั่นคง ๕๕ ราย ที่เรือนจำกลางจังหวัด สงขลา และเยี่ยมบ้านสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ความไม่สงบ ๑๕ ราย ในอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา
และ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒
มอบเสื้อผ้าเด็กกำพร้า ณ ห้องประชุมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส ๑๕๑ ราย และเยี่ยมสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ความไม่สงบ ที่อำเภอเจาะไอร์ร้อง ๑๕ ราย และเยี่ยมตามบ้านสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบพร้อมมอบสิ่งของ ๑๕ ราย ที่ อำเภอยีงอ จังหวัดนราธิวาส
Sunday, August 23, 2009
Subscribe to:
Posts (Atom)




